ttb แจ้งผลการซื้อคืนตราสารหนี้ต่างประเทศ ไม่กระทบเงินกองทุนของธนาคาร

ttb แจ้งผลการซื้อคืนตราสารหนี้ต่างประเทศ ไม่กระทบเงินกองทุนของธนาคาร

ทีเอ็มบีธนชาต (ttb) แจ้งผลการซื้อคืนตราสารหนี้ AT1 จากตลาดต่างประเทศ โดยรวมเป็นไปตามแผน ช่วยหนุนการบริหารต้นทุนทางเงินและไม่กระทบต่อฐานะเงินกองทุนซึ่งยังคงอยู่ในระดับสูง

ttb แจ้งผล

เมื่อวันที่ 4 พ.ย. 2565 ธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน) หรือ ทีเอ็มบีธนชาต ได้แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เกี่ยวกับผลการซื้อคืนตราสารหนี้ที่นับเป็นเงินกองทุนชั้นที่ 1 (ตราสารหนี้ AT1)

ซึ่งธนาคารได้ออกและเสนอขายในตลาดต่างประเทศ โดยการทำคำเสนอซื้อคืนเป็นการทั่วไป หรือ Tender Offer เพื่อซื้อคืนตราสารหนี้บางส่วน (Partial Repurchase) ก่อนกำหนด

‘ปิติ ตัณฑเกษม’ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ทีเอ็มบีธนชาต หรือ ทีทีบี เปิดเผยว่า ธนาคารได้ดำเนินการทำ Tender Offer ในระหว่างวันที่ 26 ต.ค. ถึง 3 พ.ย. 2565 ที่ผ่านมา และได้รับซื้อคืนตราสารหนี้ AT1 เป็นมูลค่ารวมทั้งสิ้น 125,373,000 ดอลล่าร์สหรัฐ ซึ่งมากกว่ากรอบที่วางไว้ในตอนต้นที่ 120,000,000 ดอลล่าร์สหรัฐ

เนื่องจากนักลงทุนตอบรับคำเสนอซื้อดีกว่าที่คาดไว้ จึงมองเป็นโอกาสและตัดสินใจซื้อคืนตราสารหนี้ AT1 เพิ่มขึ้นอีกเล็กน้อย เพราะพิจารณาแล้วว่ายังอยู่ในกรอบที่รับได้และเป็นประโยชน์ต่อการบริหารต้นทุนการกู้ยืมที่ไม่ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อระดับเงินกองทุน และที่ผ่านมาธนาคารดำรงฐานะเงินกองทุนในระดับสูงมาโดยตลอด

เมื่อรวมการซื้อคืนจากการทำ Tender Offer กับการซื้อคืนตราสารหนี้ AT1 ที่ได้ดำเนินการซื้อคืนมาบางส่วนจากตลาดรองในต่างประเทศ (Open Market Repurchase) ในช่วงก่อนหน้า จำนวนรวม 28,960,000 ดอลล่าร์สหรัฐ จะรวมเป็นมูลค่าตราสารหนี้ AT1 ที่ซื้อคืนทั้งสิ้น 154,333,000 ดอลล่าร์สหรัฐ หรือ คิดเป็น 38.58% ของจำนวนเงินต้นรวมทั้งหมดของตราสารหนี้ AT1

ทั้งนี้ การทำธุรกรรมการซื้อคืนดังกล่าว ไม่มีผลต่อระดับเงินกองทุนชั้นที่ 1 ที่เป็นส่วนของเจ้าของ (CET1) ของธนาคาร และในเบื้องต้นประเมินว่าอัตราส่วนเงินกองทุนรวม (CAR) และอัตราส่วนเงินกองทุนชั้นที่ 1 (Tier 1) จะลดลงไม่เกิน 0.4% หรือ 40 basis point

ทั้งนี้ ณ สิ้นไตรมาส 3 ปี 2565 อัตราส่วน CAR และอัตราส่วน Tier 1 อยู่ที่ 20.0% และ 16.0% ตามลำดับ การลดลงในระดับดังกล่าวจึงไม่มีผลกระทบต่อการดำรงเงินกองทุนตามเกณฑ์ขั้นต่ำสำหรับธนาคารกลุ่ม D-SIBs ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดไว้ที่ 12.0% และ 9.5% แต่อย่างใด

ซีอีโอของ ttb บอกว่า ภายใต้วัฏจักรดอกเบี้ยขาขึ้น ธนาคารให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่งกับการบริหารต้นทุนทางการเงินให้มีประสิทธิภาพ โดยที่ผ่านมา ธนาคารได้มีการเตรียมความพร้อมล่วงหน้าเพื่อรองรับแนวโน้มดอกเบี้ยในหลายด้าน

ไม่ว่าจะเป็นการทยอยเพิ่มสัดส่วนเงินฝากประจำมาตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว เพื่อลดการแข่งขันด้านเงินฝากและช่วยในการบริหารต้นทุนทางการเงินเมื่ออัตราดอกเบี้ยเปลี่ยนทิศเป็นขาขึ้น

นอกจากนั้น ยังได้ปรับพอร์ตการลงทุนให้มีความยืดหยุ่นและมีความคล่องตัวในการปรับเปลี่ยนการลงทุน เพื่อให้ได้รับประโยชน์จากภาวะตลาดและทิศทางดอกเบี้ย

นอกเหนือจากการดำเนินการเหล่านี้ ธนาคารก็มีแผนงานอื่นๆ ที่จะดำเนินการเพิ่มเติมในอนาคตเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดหาเงินทุน ซึ่งมองว่าจะเป็นปัจจัยช่วยหนุนรายได้และบริหารค่าใช้จ่ายด้านดอกเบี้ยต่อไป

ติดตามข่าวเกี่ยวกับธุรกิจเพิ่มเติมได้ที่นี่ : “วสันต์ เบนซ์ทองหล่อ” เศรษฐีไทยผู้สร้างอาณาจักรพันล้าน

“วสันต์ เบนซ์ทองหล่อ” เศรษฐีไทยผู้สร้างอาณาจักรพันล้าน

วสันต์ เบนซ์ทองหล่อ เศรษฐีไทยเจ้าของสโลแกน “ผมอยู่ทุกวันแหละค๊าบบบ” กับรายได้ธุรกิจที่มีมากกว่าหลักร้อยล้าน

ธุรกิจ

นึกถึง Mercedes Benz คิดถึงเบนซ์ทองหล่อ นี่เป็นประโยคที่หลายคนเคยคุ้นหูกันมาบ้างแล้ว ซึ่งเจ้าของก็ไม่ใช่ที่ไหนเขาคือ วสันต์ เบนซ์ทองหล่อ ที่มาพร้อมกับสโลแกน “ผมอยู่ทุกวันแหละค๊าบบบบ” เขาเป็นดีลเลอร์รถเบนซ์ผู้สร้างตำนานที่เขย่าวงการยานยนต์แถวหน้าของเมืองไทย ด้วยการทำการตลาดให้กับรถเบนซ์รุ่น 190E แบบที่ไม่มีใครคาดถึง จนมียอดสั่งซื้อรถคันดังกล่าวมากถึง 7,000 คัน จนบริษัทแม่ต้องเรียกรถรุ่นดังกล่าวจากประเทศอื่นๆ มาส่งที่เมืองไทยซึ่งหาได้เพียง 6,000 คัน

ซึ่งกว่าที่ นายวสันต์ จะมาเป็นเจ้าของเบนซ์ทองหล่อได้ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะเขาต้องฝ่าฟันอุปสรรคมากมายตั้งแต่วัยเด็ก แต่ด้วยพื้นเพเป็นคนในครอบครัวคนจีนประกอบกับครอบครัวมีอาชีพค้าขาย จึงมีวิชาติดต่อมาต่อยอดด้วยการรับจ้างขายที่ดินจัดสรรตารางวาละ 1,000 บาท เพื่อแบ่งเบาภาระที่บ้าน จึงกลายเป็นจุดเริ่มต้นก้าวเข้าสู่วงการนักขายตั้งแต่นั้นมา เขาใช้ความขยัน อดทน มุ่งมั่น และเก็บออมจนได้มีโอกาสไปใช้ชีวิตอยู่ที่สหรัฐอเมริกา เพื่อเรียนไปด้วยและทำงานไปด้วยจนจบปริญญาโท และกลับมาช่วยกิจการขายรถเก่าของพี่ชาย จนมีความชำนาญมองเห็นโอกาสธุรกิจซื้อ-ขายรถยนต์ จึงไปสมัครเป็นดีลเลอร์ให้โตโยต้า และสามารถขายรถได้มากถึง 20 คันต่อเดือน จากนั้นก็ก้าวสู่การเป็นตัวแทนจำหน่ายรถหรู นั่นก็คือ “เบนซ์” ในที่สุด

แน่นอนว่า การทำธุรกิจล้วนต้องเรื่องดีและไม่ดีปะปนกันไป ซึ่งนายวสันต์ ก็เคยได้รับผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจตกต่ำปี 2540 ด้วยเช่นกัน จากเดิมทีเคยค้าขายคล่องกลับมีรถสปอร์ตขายไม่ออก ราคาที่ดินที่เคยมีมูลค่าสูงกลับตกต่ำ จนมีหนี้สินถึงหลักพันล้านบาท นายวสันต์ ต้องประคับประคองลูกน้องหลักร้อยคนให้อยู่รอด ด้วยการตัดสินใจจ้างบริษัทที่ปรึกษาต่างประเทศมาเสนอแผลประนอมหนี้กับธนาคาร พร้อมกับเปลี่ยนร้านอาหารหรูย่านทองหล่อมาขายข้าวเหนียวส้มตำ และเปิดตลาดนัดคนเคยรวย ให้คนภายนอกนำได้นำของรักมาขายเพื่อให้มีเงินมาต่อลมหายใจธุรกิจของตนเอง โดยใช้เวลาถึง 15 ปี ฟื้นตัวและพ้นหนี้สิน และกลับมาเป็นเบนซ์ทองหล่ออาณาจักรพันล้านได้จนถึงปัจจุบัน

จากการตรวจสอบข้อมูล กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ พบว่า บริษัท กลุ่มทองหล่อ จำกัด จดทะเบียนเมื่อวันที่ 22 ธ.ค. 2531 มีรายชื่อ นายวสันต์ เบนซ์ทองหล่อ เป็นหนึ่งในคณะกรรมการบริษัท ดำเนินธุรกิจขายรถยนต์ซ่อมรถยนต์ ปัจจุบันมีทุนจดทะเบียน 25 ล้านบาท โดยมีผลประกอบการย้อนหลังดังนี้
  • ปี 2560 รายได้ 3,344,334,940.55 บาท กำไร 14,930,925.70 บาท
  • ปี 2561 รายได้ 3,633,228,815.83 บาท กำไร 15,603,246.91 บาท
  • ปี 2562 รายได้ 3,538,872,353.95 บาท ขาดทุน 46,767,600.86 บาท
  • ปี 2563 รายได้ 1,270,084,987.42 บาท ขาดทุน 53,426,277.03 บาท
  • ปี 2564 รายได้ 688,230,595.79 บาท ขาดทุน 2,070,595.89 บาท